ฉันเป็นคริสเตียนใหม่...แล้วยังไงต่อ?

การถอดเสียงวิดีโอ

เมื่อคุณเป็นคริสเตียนใหม่ คุณเองก็คงมีคำถามทำนองนี้เข้ามาในหัวแน่ๆ เพราะว่าการรู้จักพระเจ้าเป็นเรื่องใหม่สำหรับคุณ เพราะฉะนั้นวันนี้ เราจะมาตอบคำถามของคุณว่า คุณจะรู้จักพระเจ้าได้อย่างไร

อย่างแรกเลยคุณจะต้องเข้าใจว่าการเป็นคริสเตียนเนี่ย คือการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างคุณกับพระเจ้า ไม่ใช่แค่ความเชื่อในศาสนาเท่านั้น ดังนั้นยิ่งคุณรู้จักพระเจ้ามากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งเข้าใจความเชื่อแบบคริสเตียนมากขึ้นเท่านั้น ขอถามคำถามคุณซักหนึ่งข้อ เวลาที่คุณอยากทำความรู้จักกับใครบางคน คุณจะทำยังไง? คำตอบของแต่ละคนคงจะแตกต่างกันบ้าง แต่โดยรวมคงไม่พ้นสี่ข้อเหล่านี้ คือ คุยกับเขา ฟังเขา คุยกับคนอื่นที่รู้จักเขา หรือ เล่าเรื่องของเขาให้คนอื่นฟัง การรู้จักพระเจ้าก็เช่นกัน พระเจ้าต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเรา ดังนั้น เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะฟังพระองค์ พูดคุยกับพระองค์ คุยกับคริสเตียนคนอื่นที่รู้จักพระเจ้า และเล่าเรื่องของพระองค์ให้คนอื่นฟัง ตอนนี้คุณอาจจะมีคำถามแล้วว่า ทั้งหมดที่ว่ามาเนี่ย เราจะทำได้ยังไง? เราไปดูกันเลย

ข้อที่หนึ่ง ฟังพระเจ้า: เราจะฟังพระเจ้าได้อย่างไร? แล้วเราจะไปฟังพระองค์ได้จากไหน? ก็จากพระคัมภีร์นั่นแหละ สำหรับคริสเตียน พระคัมภีร์คือคำพูดของพระเจ้าที่แสดงถึงนํ้าพระทัยของพระองค์สำหรับชีวิตของเราทุกคน ดังนั้นเมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ เราก็จะได้เรียนรู้ว่าพระเจ้าเป็นใคร มีแผนการอะไรสำหรับชีวิตของเรา ระยะเวลาในการอ่านพระคัมภีร์ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือบทเรียนที่เราได้เรียนรู้จากการอ่านนั้นมากกว่า เราจะต้องถามตัวเองว่า เรารู้จักพระเจ้ามากขึ้นอย่างไร เมื่อได้อ่านพระคัมภีร์ตอนนั้นๆ พระคัมภีร์มีทั้งแบบเป็นเล่ม ออนไลน์ ออฟไลน์ หรือในแอพพลิเคชั่น คุณอาจจะสังเกตได้ว่า พระคัมภีร์ไม่เหมือนกับหนังสือทั่วไป เพราะคุณจะสามารถเลือกอ่านจากส่วนไหนของพระคัมภีร์ก็ได้ สำหรับผู้อ่านครั้งแรก เราขอแนะนำให้คุณเปิดไปในพระกิตติคุณยอห์น ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ จากนั้นเราขอให้คุณจดบันทึกในแต่ละวันว่า คุณได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งที่อ่านบ้าง คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าหรือพระเยซูบ้างมั้ย? หรือว่ามีท่าทีหรือการกระทำอะไรที่คุณควรหรือไม่ควรทำบ้างรึเปล่า? การจดบันทึกสิ่งที่คุณได้อ่านจะเป็นตัวช่วยเตือนความจำของคุณ ในเรื่อบเกี่ยวกับสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ถึงพระเจ้าและทางของพระองค์ เมื่อคุณทำอย่างนี้ทุกวัน พระเจ้าก็จะสำแดงตัวตนของพระองค์ให้คุณรู้จักมากขึ้น ผ่านทางพระคำของพระองค์

ข้อที่สอง พูดคุยกับพระเจ้า: เราเรียกการสื่อสารนี้ว่าการอธิษฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับชีวิตคริสเตียน เพราะมันคือสิ่งที่จะทำให้เราได้สนิทชิดใกล้กับพระเจ้าและเส้นทางของพระองค์มากขึ้น สิทธิพิเศษของคุณในการอธิษฐาน คือคุณสามารถจะทูลพระเจ้าได้ในทุกเรื่อง ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าตอนนั้นจะสุขหรือจะทุกข์ เพราะพระเจ้าสัญญากับเราไว้แล้วว่าจะไม่ทรงละทิ้งหรือทอดทิ้งเราไปเลย และเรารู้ได้ว่าพระเจ้าไม่เคยโกหกหรือเปลี่ยนพระทัย เพราะพระองค์ทรงรักษาคำพูดเสมอ เราขอแนะนำเคล็ดลับง่ายๆสำหรับการอธิษฐาน ซึ่งเราจะใช้ตัวย่อว่า A C T S หรือ Acts แบ่งออกเป็นสี่ข้อย่อยดังนี้

A - Adoration หรือการสรรเสริญ คือการยกย่องสรรเสริญพระเจ้าในสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น ซึ่งคุณจะได้เรียนรู้ถึงพระลักษณะของพระเจ้าจากการอ่านพระคัมภีร์นั่นเอง พระธรรมสดุดี เป็นสิ่งที่คุณสามารถอ่านควบคู่ไปกับการเฝ้าเดี่ยวประจำวันได้ เพื่อที่จะเปิดเผยให้เราเห็นถึงพระลักษณะอันน่าสรรเสริญของพระเจ้า รวมถึงท่าทีที่ถูกต้องในการสรรเสริญด้วย

C - Confession หรือการสารภาพบาป แม้ว่าเราจะได้รับการยกโทษบาปแล้ว แต่การทดลอง ทำให้บาปเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญทุกวัน ถ้าเรายังพลั้งพลาดในการทำบาป ให้เราสารภาพต่อพระเจ้าถึงสิ่งผิดนั้นด้วยหัวใจที่สำนึกผิด ให้เราขอบคุณพระเยซูที่ทรงชำระเราจากบาปทุกอย่างแล้ว และตั้งใจที่หันจากบาปนั้น การสารภาพบาปจะช่วยรักษาความสนิทสนมของเรากับพระเจ้าไว้ ไม่ให้บาปที่ไม่ได้สารภาพมากั้นขวางความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าได้

T - Thanksgiving หรือการขอบพระคุณ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่แสนดี และทรงประทานสิ่งดีมากมายแก่เรา เพราะฉะนั้นการขอบพระคุณพระองค์จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่เราจะได้ทำในทุกๆวัน

S - Supplication หรือการทูลขอ คือการทูลขอทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อผู้อื่นในชีวิตของเรา ให้เราอธิษฐานอย่างเจาะจงด้วยการคาดหวังผลและทำอย่างสัตย์ซื่อ เพราะถ้าเราอธิษฐานตรงกับนํ้าพระทัยของพระเจ้า พระองค์จะทรงฟังและทรงตอบ ซึ่งเราจะรู้จักนํ้าพระทัยของพระเจ้า จากพระคำของพระองค์ที่คุณได้อ่านนั่นเอง เพราะยิ่งคุณอ่านมากขึ้น คุณก็จะยิ่งเข้าใจนํ้าพระทัยของพระองค์มากขึ้นด้วย ให้คุณจดบันทึกคำอธิษฐานของคุณลงในสมุด และเขียนวันที่พระเจ้าได้ทรงตอบคำอธิษฐานของคุณ เพื่อเตือนตัวเองเสมอว่า พระเจ้าทรงฟังและทรงตอบผู้ที่ทูลขอต่อพระองค์

ข้อที่สาม พูดคุยกับคริสเตียน: การพูดคุยหรือใช้เวลากับผู้เชื่อคนอื่นๆ จะเป็นการส่งเสริมความเชื่อของคุณ เพราะคุณจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรู้จักพระเจ้า และเรียนรู้ที่จะเติบโตไปในทางของพระองค์กับคริสเตียนคนอื่นๆ ทางที่ดีเราขอแนะนำให้คุณไปเยี่ยมคริสตจักรใกล้บ้าน หรือเข้าร่วมกลุ่มนักศึกษาคริสเตียนหรือกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ เพื่อให้คุณได้ใช้เวลาและพัฒนาความสัมพันธ์กับคนที่เป็นคริสเตียนคนอื่นๆ รวมถึงเรียนรู้ว่าการเป็นคริสเตียนที่โตฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นยังไง

ข้อที่สี่ พูดคุยกับคนอื่นเรื่องพระเจ้า: การพูดเรื่องคนอื่นเกี่ยวกับพระเจ้า หรือสิ่งที่คริสเตียนเรียกว่าการเป็นพยานนั้น คือการเล่าเรื่องของพระเจ้าให้คนอื่นฟัง เพื่อให้เขาได้รับรู้ว่าพระองค์ได้ทรงเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตของคุณบ้างหลังจากที่คุณได้ต้อนรับพระเยซู มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า และเรียนรู้ถึงความรักและการอภัยบาปที่พระองค์ทรงประทานให้ อย่างที่กล่าวไว้ในพระธรรม 2 โครินธ์ บทที่ 5 ข้อที่ 17-20 “เหตฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดเก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะ กลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น ทั้งสิ้นนี้เกิดมาจากพระเจ้า ผู้ทรงให้เราคืนดีกันกับพระองค์ ทางพระเยซูคริสต์ และทรงโปรดปรานให้เรามีพันธกิจเรื่องการคืนดีกัน คือพระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์ โดยพระคริสต์ มิได้ทรงถือโทษในการผิดของเขา และทรงมอบเรื่องการคืนดีกันนั้นให้เราประกาศ ฉะนั้น เราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราจึงขอร้องท่านในพระนามของพระคริสต์ให้คืนดีกันกับพระเจ้า”

ให้คุณนึกถึงเพื่อนหรือครอบครัวที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าซักสิบรายชื่อ และตั้งเป้าหมายที่จะประกาศเรื่องราวของพระคริสต์ให้เขาฟัง เพราะความรัก การยกโทษบาป พระคุณและพระพรของพระเจ้าที่มีต่อเราทุกคนนั้นยิ่งใหญ่และมีอยู่มากมาย และควรค่าอย่างยิ่งต่อการแบ่งปันกับคนอื่น