เมื่อคุณทำบาป

เมื่อคุณทำบาป คุณจะทำอย่างไร?

กรมสรรพากรอเมริกา ได้รับจดหมายจากผู้ส่งนิรนามท่านหนึ่งว่า :

ข้าพเจ้าได้แนบเช็คเงินสด 150 เหรียญ มากับจดหมายฉบับนี้ด้วย ปีที่แล้วข้าพเจ้าได้โกงเงินคืนจากภาษี และนับแต่นั้นมาข้าพเจ้าก็ไม่สามารถนอนหลับได้ ถ้าข้าพเจ้ามีปัญหาในการนอนหลับ ข้าพเจ้าจะส่งส่วนที่เหลือคืนให้”1

เราแต่ละคนต้องการจะรู้สึกว่า เราได้รับการอภัยโทษบาป จากความผิดที่เราได้ทำ แต่คำถามคือว่า การอภัยโทษบาปนั้นมาจากไหน ?

ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน ความบาปทั้งหลายของเรา ได้รับการอภัยโทษแล้วทั้งสิ้น ตัวคุณก็อาจจะเชื่อสิ่งนี้แล้วจากพระคัมภีร์ แต่คุณจะตอบสนองอย่างไรต่อการอภัยโทษบาปนี้?​ เพื่อนของผมคนหนึ่งที่ให้คำปรึกษากับคริสเตียนหลายคน แสดงความเห็นว่า “ คริสเตียนบางคนไม่เชื่อด้วยซ้ำว่า เขาได้ทำบาป ในขณะที่บางคนไม่เชื่อว่า เขาได้รับการยกโทษบาป”

ผมอยากจะช่วยให้คุณซาบซึ้งมากขึ้นในแง่ของความเป็นจริงเรื่องบาป และในเรื่องการอภัยโทษบาปของพระคริสต์

ความบาปคืออะไร?

เอิร์นเนส เฮ็มมิ่งเวย์ เคยพูดเอาไว้ครั้งหนึ่งว่า ถ้าคุณทำอะไรที่ถูกต้องตามหลักศีลธรรม คุณจะรู้สึกดีหลังจากนั้น แต่ถ้ามันผิดศีลธรรม คุณจะรู้สึกแย่ในภายหลัง นี่คือมุมมองที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ และหลายคนก็ดำเนินชีวิตตามสิ่งที่เขาเชื่อนั้น แต่นี่ไม่ใช่มุมมองตามพระคัมภีร์ ตามพระคัมภีร์ ความบาปนั้นคือทัศนคติที่เราอยากทำตามทางของเราเองแทนที่จะทำตามทางของพระเจ้า

ความบาปสำคัญต่อพระเจ้าแค่ไหน? พระเจ้าทรงยอมรับมันไม่ได้ “พระเนตรของพระองค์บริสุทธิ์เกินกว่าจะทอดพระเนตรการชั่ว จะมองดูความบาปก็ไม่ได้” (ฮาบากุก 1:13 ก) และ “... พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย” (1ยอห์น1:5)

สิ่งนี้ดูเหมือนไม่สำคัญนะ ก็พระเยซูทรงจ่ายแทนความบาปของเราแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไม่ต้องห่วงเรื่องความบาปอีก ในเมื่อพระเจ้าทรงรักคุณและได้เสนอแผนงานที่ดียอดเยี่ยมแก่คุณแล้ว? บางทีนะ คุณน่าจะมองความบาปว่ามันคือความผิดพลาด หรือแค่การผิดคิวในชีวิตเท่านั้น

พระเจ้าไม่เคยทรงมองความบาปเป็นแบบนั้น อาดัมกับเอวาต้องถูกเนรเทศออกจากสวนสวรรค์เพราะว่าความบาปเพียงครั้งเดียว และก็เพราะความบาปอีกเช่นกัน ที่พระเจ้าทรงทำให้น้ำท่วมโลกซึ่งเป็นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในสมัยของโนอาห์ พระเจ้าทรงทำให้ไฟจากฟ้ามาเผาเมืองโสโดมและโกโมราห์ เพราะการผิดศีลธรรมอย่างชัดแจ้งของประชาชนในเมือง และความบาปอีกนั่นเองที่ทำให้คนอิสราเอลรุ่นที่อพยพออกจากอียิปต์ต้องวนเวียนในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปี

พระเจ้าทรงเกลียดชังความบาป แต่สำหรับเราการทำบาปทำให้รู้สึกดี แล้วเราก็ทำมัน เราคิดเหมือนกับอาดัมและเอวาที่ว่า เราจะรู้จักบาป และมันจะไม่มีชัยชนะเหนือเรา แต่เราไม่ได้กลายเป็นเหมือนพระเจ้า พระเจ้าทรงรู้ว่าความชั่วร้ายมีอยู่จริง แต่พระเจ้าก็ไม่ใช่ผู้ที่เต็มด้วยความชั่วร้าย หรือยอมให้ความชั่วร้ายมีอิทธิพลต่อพระองค์ แต่เรากลับตรงกันข้าม ความบาปดึงดูดเราได้ และเรายอมให้ความบาปชั่วมีอิทธิพลเหนือชีวิตของเรา

ฝ่ายผิด

เมื่อใดตามที่คุณทำบาป พระวิญญาณของพระเจ้าที่อยู่ในคุณทรงเสียพระทัย บางครั้งพระองค์จะทรงกระทำให้คุณรู้สึกผิด ในขณะที่คุณทำบาป ณ เวลานั้นคุณกำลังเลือกว่าคุณจะไม่พึ่งพาน้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับชีวิตคุณ การกระทำเช่นนี้ ไม่ได้ทำให้พระเจ้าทรงเกลียดชังคุณ แต่มันทำให้พระเจ้าทรงเศร้าพระทัย “และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย ด้วยพระวิญญาณนั้น ท่านได้รับการประทับตราไว้ สำหรับวันที่จะได้รับการไถ่” (เอเฟซัส 4:30) การจะเข้าใจว่าความบาปส่งผลอย่างไรต่อคุณ เราควรมาดูความแตกต่างของ ความสัมพันธ์และความสามัคคีธรรมของคุณกับพระเจ้า

ความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้า ความสามัคคีธรรมของคุณกับพระเจ้า
เริ่มต้นเมื่อคุณต้อนรับพระเยซูคริสต์ (ยอห์น1:12) เริ่มต้นเมื่อคุณต้อนรับพระเยซูคริสต์ (โคโลสี 2:6)
ตลอดไป (1 เปโตร1:3-4) ถูกขัดขางได้ (สดุดี 32:3-5)
พระเจ้าทรงรักษาแต่ผู้เดียว (ยอห์น 10:27-29) เราต้องรักษาด้วยส่วนหนึ่ง (1 ยอห์น 1: 9)
ไม่เคยเปลี่ยนแปลง (ฮีบรู 13:5) เปลี่ยนแปลงเมื่อเราทำบาป (สดุดี 66:18)

ความบาปไม่ได้ส่งผลต่อความสัมพันธ์อันเป็นนิรันดร์ระหว่างคุณกับพระเจ้า -- ความสัมพันธ์นี้ถูกสถาปนาขึ้นเมื่อคุณได้ไว้วางใจพระเยซูคริสต์ให้จ่ายแทนความผิดบาปของคุณ พระเยซูทรงจ่ายแทนความบาปของคุณทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตแล้ว ชั่วขณะที่คุณตัดสินใจเชื่อในพระคริสต์ ชีวิตของคุณอยู่ในอนาคตเพราะความเชื่อที่คุณมีในพระองค์ และคุณได้รับการอภัยโทษบาปทั้งหมดแล้ว ความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้านั้นมั่นคงถาวร

แต่อย่างไรก็ตามความบาปส่งผลต่อความสามัคคีธรรมของคุณกับพระเจ้า (ความสามัคคีธรรมหมายถึงการเป็นเพื่อนกันกับพระเจ้าบนโลกนี้ในทุกขณะ) ความบาปส่งผลต่อการสื่อสารของคุณกับพระเจ้า และการที่พระเจ้าจะทรงใช้คุณให้ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์อย่างเกิดผล ความบาปทำให้สิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราคิดและสิ่งที่ทรงอยากให้เราทำ มืดมัวไป

สดุดี 32:3-5 “เมื่อข้าพระองค์ไม่สารภาพบาป ร่างกายของข้าพระองค์ก็ทรุดโทรมไป โดยการคร่ำครวญวันยังค่ำ พระหัตถ์ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืน กำลังของข้าพระองค์ก็เหือดแห้งไปอย่างถูกความร้อนในหน้าแล้ง แล้วข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์ และข้าพระองค์ไม่ได้ปกปิดความบาปชั่วของข้าพระองค์ไว้ ข้าพระองค์ทูลว่า ข้าพระองค์จะสารภาพการละเมิดของข้าพระองค์ต่อพระยาเวห์ แล้วพระองค์อภัยความบาปของข้าพระองค์”

นี่เป็นการตอบสนองที่ถูกต้องในเรื่องของความบาป เขาไม่ได้ปฏิเสธความบาป เขาไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับมัน

การสารภาพและการกลับใจใหม่

การสารภาพและการกลับใจใหม่หมายความว่าอย่างไร? อย่างแรก การสารภาพคือการเห็นด้วยกับพระเจ้าเรื่องบาป พระเจ้าทรงทราบอยู่แล้วว่าคุณได้ทำบาป ดังนั้นคุณควรซื่อสัตย์ในเรื่องนี้ต่อพระองค์ดีกว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงยกโทษบาปของเรา และจทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น 1:9) การสารภาพหมายถึงการยอมรับเรื่องบาปของเราและยอมรับทัศนคติของพระเจ้าในเรื่องบาปนั้นๆ

การสารภาพไม่ได้หมายความว่า การอ้อนวอนขอการอภัยโทษจากพระเจ้า พระเยซูได้ทรงจ่ายแทนโทษฑัณท์ความบาปของเราแล้วทั้งสิ้น และพระเจ้าจะประทานการอภัยโทษโดยอัตโนมัติเมื่อเราสารภาพ เหตุผลที่พระเจ้าทรงสามารถอภัยโทษให้เราได้อย่างทันทีทันใดก็เพราะการสิ้นพระชนม์แล้วบนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่เพราะกำลัง หรือความถ่อมใจของเราที่เราทำเมื่อสารภาพบาปต่อพระเจ้า

การกลับใจใหม่ หมายถึงการเปลี่ยนกระทำของคุณเกี่ยวด้วยเรื่องบาปนั้นๆ มันรวมถึงการเห็นด้วยกับพระเจ้าว่าคุณทำบาป และคุณไม่ต้องการที่จะทำบาปนั้นอีก

แต่ฉันก็ยังรู้สึกผิดอยู่

มันจะมีเวลาที่คุณยังคงมีความรู้สึกผิดอยู่ แม้ว่าคุณได้สารภาพบาปของคุณเรียบร้อยแล้ว มันเหมือนกับการตำหนิฝ่ายวิญญาณเมื่อเราได้ทำบาปที่น่าเกลียดเช่นนั้น และเราคิดว่า ถ้าเราคิดเกี่ยวกับตัวเราให้ต่ำลงกว่าเดิมในสายตาของเรา พระเจ้าจะทรงพอพระทัยในความถ่อมใจของเรา

แต่นั่นไม่ใช่แบบที่พระเจ้าทรงมองดูเรา ส่วนหนึ่งของการสารภาพบาปคือการขอบพระคุณพระเจ้า ที่ความผิดบาปของเรานั้น ได้รับการจ่ายแทนหมดแล้วโดยพระคริสต์ ด้วยพื้นฐานเช่นนี้เองที่พระเจ้าตรัสว่า “เราจะเมตตาต่อการกระทำของพวกเขา และจะไม่จดจำบาปของพวกเขาไว้เลย” ( ฮีบรู 8:12) การขอบคุณเกี่ยวข้องกับความเชื่อ เพราะคุณตอบสนองต่อความจริงที่พระวจนะของพระเจ้าได้กล่าวไว้เกี่ยวกับคุณ แทนที่จะเป็นตามสิ่งที่คุณรู้สึก การตำหนิตัวเองโดยโฟกัสไปที่ความบาปแทนที่จะโฟกัสไปที่พระเยซูและการอภัยโทษบาปของพระองค์

บางครั้งเราเข้าใจผิดว่า การทดลองคือความบาป แต่ให้ระลึกเอาไว้ว่า ทุกคนต้องประสบกับการทดลองด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่พระเยซูเอง...แต่พระองค์ไม่ได้ทำตามการทดลองนั้น-- พระองค์ไม่ได้ทรงทำบาป ถ้าคุณถูกทดลอง อย่าลงโทษตัวเอง คุณสามารถเลือกที่จะไม่ครุ่นคิดอยู่ในเรื่องการทดลองนั้นๆ และคุณสามารถทูลขอพระเจ้าเพื่อจะหลีกเลี่ยงการทำบาป อย่ารู้สึกผิดในเรื่องการถูกทดลอง ข้อพระคัมภีร์ที่ดีที่คุณควรคิดถึงเมื่อคุณกำลังต่อสู้กับความผิดบาปคือ 1โครินธ์ 10:13

พระเจ้าได้ทรงอภัยโทษให้คุณอย่างสมบูรณ์แล้ว สำหรับทุกสิ่งที่คุณได้ทำ “เพราะฉะนั้น ไม่มีการลงโทษสำหรับคนที่อยู่ในพระเยซูคริสต์” (โรม 8:1) พระองค์ไม่ได้มองดูที่ความบาปของคุณหรือที่ความล้มเหลวของคุณโดยการกล่าวโทษอีกต่อไปแล้วในตอนนี้ คุณเองก็ควรทำเช่นเดียวกัน และอีกครั้งหนึ่งที่พระเจ้าตรัสว่า “เราจะไม่จดจำบาปของพวกเขา และการอธรรมของพวกเขาอีกต่อไป” (ฮีบรู 10:17) เมฆแห่งการรู้สึกผิดถูกยกออกไปแล้ว ให้ยอมรับการอภัยโทษบาปที่สมบูรณ์ของพระเจ้า

“เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ได้ทำให้ท่าน พ้นจากกฎแห่งความตาย” (โรม 8:2 ) ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตแห่งเสรีภาพ คือเสรีภาพจากความรู้สึกผิด และเสรีภาพที่จะดำเนินชีวิตอย่างที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยไว้ ซึ่งคือชีวิตที่มีความพึงพอใจอย่างสูงสุดที่แท้จริง การเป็นเหมือนพระคริสต์และการเป็นแสงสะท้อนของพระองค์ เป็นกระบวนการของการเติบโต การเติบโตก็ต้องใช้เวลา!

Charles Swindoll หนังสือชื่อ Come before Winter (Portland, OR : Multnomah press, 1985) หน้า 89